Podcast charts
Published by watpasukato
เสียงบรรยายธรรมของหลวงพ่อไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต Dhamma talks by Venerable (Luangpor) Paisal Visalo, Abbot of Watpasukato, Chaiyaphum, Thailand. MP3 files are courtesy of https://www.facebook.com/Zensukato Contact admin: watpasukato19@gmail.com
On the charts
Every published chart this podcast appears in, in the snapshot behind this page. Each one links to the chart it came off.
From the feed
The latest episodes published to this podcast’s own RSS feed. Titles and descriptions are the publisher’s.
6 ก.ย. 69 - ทำความดีอย่าลืมความจริง : คนดีควรจะอายุยืน แต่ว่าเขาอายุสั้น ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจ ทำไมทำดีแล้วจึงอายุสั้น ทำไมทำดีแล้วจึงเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทำไมทำดีมาตั้งเยอะจึงเจอไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ควรเกิดขึ้นเลย อันนี้คือกับดักของผู้ปฏิบัติธรรม คือไปยึดติดกับความควรจนลืม หรือมองข้ามความจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมะเหมือนกัน เพราะธรรมะไม่ได้มีแค่คุณธรรม ธรรมะยังหมายถึงสัจธรรมด้วย แล้วสัจธรรมนี้ มันไม่เข้าใครออกใคร มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความควรไม่ควร มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แล้วมันก็เป็นไปตามกฎอนิจจัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันมีขึ้นมีลง มันไม่ได้อยู่ที่ความปรารถนา หรือความอยากของเรา ทำดี ก็อยากให้คนเห็นความดีของเรา หรือคาดหวัง แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นไปตามความอยากความคาดหวังของเรา ทำดี หรือขยันหมั่นเพียร ใจมันควรจะสงบ แต่มันดันฟุ้งซ่าน ไม่ควรเลย หงุดหงิด หัวเสีย ท้อแท้ ที่จริงเขากำลังสอนสัจธรรมให้เรา สอนให้เรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับใจของเรา หรือความจริงที่เกิดขึ้นกับกายของเรา ดังนั้น อย่าติดกับความควรอย่างเดียว ต้องเรียนรู้ความจริง และปฏิบัติต่อความจริงให้ถูก อันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
5 ก.ย. 69 - ในคำถามมีคำตอบ : ารรู้จักตั้งข้อสังเกต จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจ ถ้าเราถามถูกนี่ มันช่วยพาชีวิตเราไปในทางที่ถูกทางได้ ถ้าเราถามถูกถามดี ก็จะเจอคำตอบที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายหรือใจ อย่ามัวแต่หาคำตอบ หรือคิดแต่จะหาคำตอบ โดยที่ไม่รู้จักเฝ้าสังเกต จนเกิดความฉุกคิดขึ้นมา พระพุทธเจ้ามีคำถามในใจว่า เราจะออกจากทุกข์ได้อย่างไร เมื่อเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนธรรมดาก็ยอมแพ้ว่า เราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย แต่พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะกลับถามว่า เราเกิดมา จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะต้องทุกข์เพราะความแก่ความเจ็บความตายอย่างนั้นหรือ อันนี้คือคำถามที่ทำให้พระองค์ออกบวชเพื่อหาคำตอบ จนสามารถเอาชนะความแก่ความเจ็บความตายด้วยการไม่เกิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดชั่วขณะจิต หรือการเกิดจากท้องแม่ พระองค์พบคำตอบที่เป็นทางออกจากการเกิดที่ว่านี้ได้ เพราะรู้จักตั้งคำถาม ไม่ใช่เห็นอะไรแล้วก็มองผ่าน ๆ หรือยอมจำนน ฉะนั้น ในคำถามมีคำตอบ อยู่ที่ว่าเราจะถามถูก ถามเป็นหรือไม่
4 ก.ย. 69 - ตายสงบได้เพราะหมั่นฝึกใจ : แต่ถึงแม้เราเห็นว่าการตายแบบนี้เป็นการตายที่งดงาม ก็อย่าไปยึดติดถือมั่นว่าจะต้องตายแบบนี้นะ เพราะว่าแต่ละคนก็มีวิธีการตายไม่เหมือนกัน ถ้าไปยึดติดว่าต้องตายแบบนี้ๆ อาจจะทำให้จิตใจหวั่นไหว ถ้าเกิดว่าไม่สามารถจะตายแบบนั้นได้ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่การฝึก ไม่ใช่ฝึกด้วยการทำในรูปแบบ เดินจงกรมสร้างจังหวะเท่านั้น หรือตามลมหายใจ แต่ฝึกจากการที่เจอการกระทบ เจอสิ่งล่อเล้าเย้ายวนหรือสิ่งที่ยั่วยุ เจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังรักษาใจให้สงบได้ จิตไม่หวั่นไหวใจไม่กระเพื่อม อันนี้เป็นตัวที่จะชี้ว่าเราพร้อมที่จะจากไปอย่างสงบหรือเปล่า ถ้าเราเจออะไรมากระทบแล้วจิตกระเจิง เตลิดฟุ้งซ่าน แสดงว่ายังไม่พร้อม ก็ไม่เป็นไร ฝึกต่อไป แต่ให้รู้ว่าคือสิ่งที่เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นที่จะช่วยทำให้เราพร้อม และจะทำอย่างนั้นได้สติสำคัญมาก ถ้าสติอ่อน เจออะไรมากระทบก็กระเพื่อม เจออะไรมากระทุ้งก็กระเจิง สิ่งที่เราเจอมันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับตอนที่เราจะตาย ทั้งความปวด ทั้งอารมณ์สารพัด รวมทั้งอารมณ์ภาพหลอนที่ยุ่งเหยิงสับสน เพราะแรงกรรมจะมาหนักกว่าที่เราเจอในชีวิตประจำวัน อาจจะ 2 เท่า 3 เท่า 5 เท่า 10 เท่าก็ได้ ในชีวิตประจำวันเรายังเจออะไรมากระทบ จิตก็หวั่นไหว ใจกระเพื่อม เราก็ไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่เราจะหมดลม เราจะมีความพร้อมที่จะพาใจสงบหรือเปล่า แทนที่ใจจะเป็นตัวช่วยก็กลายเป็นตัวซ้ำก็ได้ ฉะนั้นต้องไม่ประมาท ต้องหมั่นฝึกอยู่เสมอ การฝึกทำซ้ำๆ จะช่วยทำให้เกิดนิสัยใหม่ที่เอื้อต่อการเผชิญความตายอย่างสงบได้
3 ก.ย. 69 - ดูแลใจให้เป็นตัวช่วย : ถ้ามีสติดี มีความปวดก็มีแต่ความปวด แต่ไม่มีผู้ปวด ที่ใจทุกข์เพราะมันมีความสำคัญมั่นหมายว่ากูปวด เพราะมีผู้ปวดขึ้นมา แต่สติช่วยทำให้เห็นความปวด ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด ความปวดมันไม่ได้ทำร้ายเรา แต่ความเป็นผู้ปวดต่างหากที่มันทำร้ายเรา อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านว่าไว้ แต่ถ้าเรามีสติดี ก็เห็นความปวด แต่ไม่เป็นผู้ปวด ความปวดก็เลยจำกัดอยู่แค่ปวดกาย แต่ถ้าพอเป็นผู้ปวดนี่มันทุกข์ใจด้วย ใจมันก็เลยกลายเป็นตัวซ้ำเข้าไป ไม่ใช่ตัวช่วย ตรงข้าม ถ้ามีสติ ใจก็จะกลายเป็นตัวช่วยทันที ให้เรารู้จักแสวงหาตัวช่วย อย่างน้อยก็ระวังอย่าให้ใจเป็นตัวซ้ำ จะพึ่งยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยใจเป็นตัวช่วย อย่างน้อยๆ ก็ดูแลใจอย่าให้เป็นตัวซ้ำ เพราะมันจะเป็นการเติมเพิ่มทุกข์ให้ใจให้กายมาก
2 ก.ย. 69 - อย่าซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง : เจริญสติทำให้เรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ และแน่นอนเวลาเจริญสติ เดินจงกรม มันจะมีความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นมา เราไม่อยากให้มันผุด เราอยากจะสงบ แต่มันไม่สงบ ก็ยอมรับมัน ความไม่สงบสร้างความทุกข์ให้กับเราน้อยกว่าความอยากให้สงบ หรือการพยายามดิ้นรนผลักไสความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอนไม่หลับก็ไม่ได้ทำร้ายเรามากเท่ากับใจที่ไม่ยอมรับเมื่อมันนอนไม่หลับ ถ้าเรายอมรับได้ว่า ไม่หลับก็ไม่หลับ เดี๋ยวมันก็หลับไปเอง แต่พอเราวิตกกังวลยอมรับไม่ได้ที่มันไม่หลับ พยายามบังคับจิตให้หลับ มันกลับหลับได้ยากขึ้น ให้เราลองฝึก อันนี้เรียกว่าเป็นการฝึกทำจิต มันเป็นแบบฝึกหัด แต่ในชีวิตจริงบางครั้งเราอาจจะต้องจัดการกับปัญหา แต่ถ้าเราต้องการฝึกจิตเพื่อให้อยู่กับสิ่งที่ไม่สมหวัง ไม่พึงประสงค์ได้ เราก็สามารถจะเอาปัญหาเหล่านี้มาเป็นเครื่องฝึกใจเราได้ เพื่อที่จะไม่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง
1 ก.ย. 69 - กายป่วย ใจไม่ป่วยก็ได้ : มีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ มีความกลัวแต่รู้ทันความกลัว รู้จักวางใจไม่ให้ความกลัวเข้ามาครอบงำใจได้ มีความวิตกกังวล มีความเครียด แต่ก็รู้ทันมัน ไม่ยอมให้มันเข้ามาครอบงำใจ อันนี้เราทำได้ แต่ข้อสำคัญต้องรู้ก่อนว่ามันเกิดขึ้น หรือยอมรับว่ามันเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เห็นมัน ไม่ยอมรับมัน มันก็ยากที่เราจะรู้ทันมัน หรือจัดการกับมันได้อย่างถูกต้อง แล้วถ้าเราจัดการไม่ถูกต้อง อย่างเช่นไปกดข่มมันเอาไว้ หรือปฏิเสธมัน ก็เท่ากับเปิดช่องหรือต่ออายุให้มัน มีอำนาจเหนือใจเรา แล้วพอมันมีอำนาจเหนือใจเรามันก็มีผลต่อกาย อย่างที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกข์กายไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้ทุกข์ใจมันกำเริบรุนแรง มันก็สามารถจะซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กายเราย่ำแย่ได้ อย่างที่บอกทุกข์กายบางอย่างนี้เราห้ามไม่ได้ หรืออาจจะรักษาไม่ได้ แต่ความทุกข์ใจเราสามารถจะป้องกัน หรือบรรเทาเบาบางลงได้ และนี่คือช่องทางหรือโอกาสที่จะช่วยทำให้เราอยู่กับความทุกข์กายได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์
31 ส.ค. 69 - รู้จักทักท้วงความคิดบ้าง : างทีแม้เราจะรู้ว่าความคิดนี่ทำตามมันทุกอย่างไม่ได้ แต่บางทีสติเราอย่างเดียวไม่พอที่จะทัดทานความคิดแม้จะรู้ว่าเป็นความคิดที่ไม่ดี ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ช่วย ต้องอาศัยกัลยาณมิตรช่วยไปเสริมแรงใฝ่ดี หรือเสริมสติให้มันมีกำลังทัดทาน แต่บางครั้งครูบาอาจารย์หรือคำแนะนำก็อาจจะไม่ช่วยหรือช่วยได้ไม่มาก การทำงาน การใช้แรงงานหนัก ๆ นี่มันก็สามารถจะช่วยทำให้ความคิดที่เป็นความหลงมันอ่อนแรงลงจนเปิดช่องให้สติความรู้สึกตัวได้ทำงาน ทำให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งหนึ่ง หรือทำให้สามารถทัดทานความคิดที่มันหลง ความคิดที่กระเจิดกระเจิงได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรรู้เอาไว้ เพราะว่าบางทีเราก็รู้ว่า ความคิด ทำตามมันทุกอย่างไม่ได้ แต่ความคิดบางอย่างเราสู้ไม่ไหว มันก็ต้องหาตัวช่วยบ้าง การรู้จักหาตัวช่วยนี่ก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะช่วยให้สติความรู้สึกตัวมันสามารถจะครองจิตครองใจของเราได้ หรือสามารถทัดทานความคิดที่แย่ ๆ หรือความหลงที่เกิดขึ้นได้
30 ส.ค. 69 - ทำอย่างไรใจไม่ทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น : ท่านเว่ยหล่าง ท่านเขียนโศลก เขียนว่า ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกใส เมื่อทุกอย่างว่างเปล่า ฝุ่นจะเกาะกับอะไร โศลกนี้ท่านเขียนเพื่อท้วง หรือไม่ได้เรียกว่าโต้ แต่เพื่อชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่ง เพราะว่าก่อนหน้านั้นศิษย์รุ่นพี่ของท่านเขียนว่า กายนี้เหมือนต้นโพธิ์ จิตเหมือนกระจกใสสะอาด ต้องหมั่นเช็ดถูอย่าให้ฝุ่นเกาะ แต่ว่าท่านเว่ยหล่างท่านมาเหนือเมฆ ท่านบอกว่า ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกใสอันสะอาด เมื่อทุกอย่างว่างเปล่า ฝุ่นจะเกาะกับอะไร ถ้าทุกอย่างว่างเปล่า แม้หินตกลงมาก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าใจนี้เหมือนกระจก นอกจากหมั่นเช็ดถูเพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะ แล้วก็ต้องระวังไม่ให้ก้อนหินมันตกลงมาด้วย เพราะถ้าก้อนหินตกลงมาก็กระจกก็ร้าวหรือแตก แต่ก้อนหินจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่มีกระจกรองรับ ก้อนหินมันก็ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ไม่มีกระจกแตก ไม่ใช่แค่ไม่มีกระจกที่เปื้อนฝุ่นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราทำอะไรได้เยอะเลย แม้คำพูดหรือสายตาของคนมันจะเป็นไปในทางลบ หรือแม้แต่ในทางบวกก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ใจเรา ใจเราไปให้ค่ากับมัน ไปใส่ใจมันหรือเปล่า หรือไปให้ค่ามันในทางบวกหรือทางลบ หรือว่ายังมีความยึดติดถือมั่นในหน้าตา ถ้าเราทำให้ตัวกูว่างเปล่าหรือว่างเปล่าจากตัวกู แม้จะเป็นก้อนหินตกลงมา มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าว่าแต่ฝุ่นเลย ฝุ่นนอกจากจะเกาะอะไรไม่ได้แล้ว ก้อนหินก็ยังทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ
29 ส.ค. 69 - ปฎิบัติอย่างไรไม่ผิดทาง : เห็นกายเคลื่อนไหว คือทำอะไรก็รู้ตัว รับรู้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหว ถ้าใช้กายก็รู้สึกว่ากายเคลื่อนไหว เวลาเจออะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ใจกระเพื่อม คิดนึกอะไรขึ้นมาก็เห็นมัน อันนี้เรียกว่าเห็นใจคิดนึกเมื่อเกิดผัสสะ ซึ่งรวมไปถึงรู้กายเคลื่อนไหวเมื่อเสพ เห็นใจคิดนึกเมื่อบริโภครวมไปด้วย ฉะนั้นการปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าเราเข้าใจอปัณณกปฏิปทา การปฏิบัติธรรมนี้ทำได้ทั้งวัน ทำได้ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา เป็นพระเป็นโยมก็ทำได้ แล้วมันจะไปเสริมกับเสริมด้วยอปัณณกธรรม อปัณณกธรรมก็คือเป็นเรื่องของทัศนคติ ไม่มามัวหาคำตอบว่ามีชาติหน้าหรือไม่ เพราะแม้จะมีชาตินี้ชาติเดียว ไม่มีชาติหน้า ก็สมควรทำความดี ทำความดีด้วยการไม่ใช่แค่รักษาศีลแต่ว่าบำเพ็ญอปัณณกปฏิปทาอย่างที่ได้พูด มันก็ทำให้ชีวิตของเราเป็นไปในทางที่เจริญงดงามได้ อย่างน้อยก็ชาตินี้ แล้วถ้ามีชาติหน้าก็เชื่อว่าได้ไปสุคติอย่างแน่นอน
28 ส.ค. 69 - อย่าต่ออายุให้ความทุกข์ : ไม่ว่าจะโศกเศร้าเพราะคนรักตาย แฟนทิ้ง หรือว่าบุพการีเสียชีวิต ตอนที่เศร้ามันนึกไม่ออกว่า เราจะหัวเราะอีกครั้งได้อย่างไร แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนก็หัวเราะได้ใหม่ ยิ้มได้ใหม่ เพราะว่าความเศร้าหรือความโกรธมันไม่เที่ยง เพียงแต่ว่าเราอย่าไปต่ออายุให้มันก็แล้วกัน มันเกิดดับ เกิดดับ เป็นขณะอยู่แล้ว แต่ที่มันยังอ้อยอิ่งหรือครองจิตครองใจเราได้ เพราะเราไปต่ออายุให้มัน ที่เราไปต่อให้มันก็เพราะเราไม่รู้ทันมัน ไปหวนคิดถึงมัน หรือไม่ก็พยายามผลักไสมัน ถ้าวางใจไม่ถูก แทนที่มันจะค่อยๆ เลือนหายไป มันก็กลับขยายตัวหรือว่ารุนแรงขึ้น เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนทำบ่อยๆ ไม่ใช่ว่าทำทีแรกทำครั้งแรกมันจะได้ผล ใหม่ๆ ก็ไม่ได้ผล หรือใช้เวลานานกว่าอารมณ์พวกนี้มันจะหายไป แต่พอทำบ่อยๆ ก็จะหลุดจากอารมณ์นี้ได้เร็วขึ้น แต่จะทำบ่อยๆ ก็หมายความว่าต้องเจอมันบ่อยๆ ดังนั้นการเจอมันบ่อยๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แย่เลวร้ายอย่างเดียว มันกลายเป็นเรื่องดีได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อวาน ไม่ว่าเราเจออะไร ถ้าเราวางใจให้เป็นเราก็ได้ แม้เจอความทุกข์เจอความสูญเสีย แต่เราก็ได้ฝึกจิต ได้ฝึกสติ ได้ฝึกความอดทน แล้วก็ได้ปัญญาด้วย ดังนั้นความทุกข์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น อย่าทุกข์ฟรีๆ ต้องเอามาใช้เป็นบทเรียนในการฝึกจิต เพื่อที่เราจะได้จัดการกับอารมณ์อกุศล และความทุกข์เหล่านี้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
27 ส.ค. 69 - เสียคือได้ : ตส่าห์ทำความดีมา อุตส่าห์ทำบุญมา ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องนี้กับฉัน แต่ถ้ามองให้เป็น แทนที่จะคร่ำครวญ ถ้าเรารู้จักใคร่ครวญสักหน่อย ก็จะพบว่าเราได้ คร่ำครวญนี่ไม่ได้อะไรเลย คร่ำครวญนี่มีแต่เสีย แต่ถ้าใคร่ครวญมันได้ มันต่างกันนิดเดียว 2 คำนี้ คร่ำครวญกับใคร่ครวญ ส่วนใหญ่เอาแต่คร่ำครวญเพราะว่าเป็นนิสัยไปแล้ว แต่ถ้าเราหมั่นใคร่ครวญ ใหม่ๆ ก็ยาก แต่ต่อไปทำบ่อยๆ ก็จะเป็นนิสัย เจอความสูญเสีย เจอสิ่งกระทบ เจอผลที่ไม่เป็นดั่งใจ พอใคร่ครวญปุ๊บ เราได้ปัญญา ได้เข้าใจความจริงของชีวิต นี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมควรจะมี เพราะว่าปฏิบัติธรรมคือการที่ฝึกใจให้เห็นความจริง และความจริงของชีวิตบ่อยครั้งก็เรียนรู้ได้จากการเจอสิ่งที่ท่านเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ คือรูป รส กลิ่น เสียง ที่ไม่น่าพอใจ หรือการเสื่อมลาภเสื่อมยศ ถูกต่อว่าด่าทอ หรือว่าเจอทุกข์ หลวงพ่อคำเขียนเคยพูดว่า แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ ถูกด่านี่ไม่ใช่ขาดทุน ถ้าใคร่ครวญให้ดีก็ได้กำไร คือได้สัจธรรมความจริง
25 ส.ค. 69 - สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ : แม้เราจะรู้ว่าอะไรดี แต่ตราบใดที่เราไม่ฝึก ไม่ทำบ่อย ๆ มันก็สิ่งที่เป็นเสียงแนะนำจากคนอื่นก็ดี เสียงในหัวก็ดี มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก รู้ว่าดีแต่ทำไม่ได้ อย่างที่เขาบอกว่า ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้ อันนี้มันแสดงให้เห็นเลยว่า จะทำอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารู้ว่าดี รู้ว่าชั่ว แต่มันต้องฝึกใจให้คล้อยตามความคิดหรือสิ่งที่ควรด้วย และสิ่งที่จะช่วยเราได้คือสติ ฝึกบ่อย ๆ มันมีอานิสงส์ มีคุณค่ามากทีเดียว เสียงในหัวมันจะไม่ใช่เป็นแค่คำแนะนำลอย ๆ แต่ว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ถ้าหากว่าเราทำจนเป็นเรียกว่าจิตตนิสัย หรือนิสัยของจิต
24 ส.ค. 69 - ฝึกกายบำรุงจิต : ความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ก็เช่นกัน ทำร้ายใจเราแต่ใจกลับทนุถนอมห่วงแหนอารมณ์เหล่านี้ มีข้ออ้างมากมายว่าที่จะเศร้า จะร้องห่มร้องไห้ เพราะถ้าไม่เศร้า หรือหายเศร้าไวๆ แสดงว่าไม่รักเขา หรือเวลาโกรธ ต้องหาทางบิ้วท์อารมณ์ให้โกรธหนักขึ้น อ้างเหตุผลว่า ต้องโกรธเยอะๆ บางคนบอกว่าต้องโกรธ ต้องเล่นงาน ติดคุกก็ยอมขอให้ได้ฆ่ามัน นี่เป็นการบิ้วท์อารมณ์เพื่อให้จิตใจจมอยู่กับความทุกข์มากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต เพื่อให้ไวต่อความทุกข์และรู้จักดึงจิตให้หลุดออกจากความทุกข์ ออกจากความโกรธ ออกจากความเกลียด ไม่ใช่หลงจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น การเจริญสติหรือการฝึกให้เกิดความรู้สึกตัว เพื่อฝึกจิตให้ห่างไกลจากความทุกข์เหล่านี้ ซึ่งสุดท้ายเป็นการบำรุงจิตบำรุงใจ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราบำรุงกายด้วยอาหาร เราไม่ควรละเลยการบำรุงหล่อเลี้ยงใจด้วยกุศลธรรม นอกจากความสุขความสงบแล้ว สติ ความรู้สึกตัว ปัญญา สมาธิก็สำคัญเช่นกัน จะว่าไปการฝึกจิตเป็นการเติมอาหารให้ใจอย่างหนึ่ง เป็นการบำรุงใจที่เราไม่ควรมองข้ามถ้าหากเรารักตัวเอง
23 ส.ค. 69 - ศาสนาตายแล้วหรือ : พระพุทธเจ้าทรงสอนและแสดงหนทางแห่งความพ้นทุกข์ มีศาสนาอื่นไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะการเจริญสติปัฏฐาน 4 ถึงแม้นไม่มีศาสนา แต่ว่านำหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ถือว่าดี พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกไม่มีศาสนา ที่จริงไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่ไม่มีศาสนาจำนวนมากแต่มีคุณธรรม ยิ่งถ้าหากว่า รู้จักปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจ ไม่ใช่แค่ว่ามีคุณธรรมเท่านั้น แต่สามารถลดกิเลส หรือเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ ยิ่งดี ไม่มีศาสนาก็ได้ แต่ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี และยิ่งดีมากขึ้นถ้าหากว่า เห็นและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางแสดงไว้ เวลาที่เรานับถือศาสนา เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องชัดเจนหรือรู้ตัวว่า จริงแล้วเรานับถืออะไรเป็นหลักกันแน่ ศาสนาพุทธ ผี พราหมณ์ บริโภคนิยม ชาตินิยม หรือศาสนาอื่น ไม่งั้นเราจะทำไปตามกระแส สุดท้ายยังจมอยู่ในความทุกข์ และยังก่อโทษให้แก่ผู้อื่นด้วย เพราะในเมื่อกิเลสไม่ได้ลด อุปาทานยังมาก ไม่ว่าจะเป็น ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็น ทิฏฐิ อุดมการณ์ หรือความยึดติดในอัตตา อัตตวาทุปาทาน หรือยึดติดในทรัพย์สมบัติสิ่งของที่เรียกว่า กามุปาทาน ถ้าศาสนาทำให้เรามีอุปาทานแน่นหนา ศาสนานั้นไม่ใช่คำตอบ สำหรับคนที่ไม่มีศาสนาเลย แต่รู้หนทางในการลดละกิเลส อุปาทานเหล่านี้ อย่างนี้ดีกว่าแม้จะไม่มีศาสนา อย่างน้อยสิ่งที่ปฏิบัติจะช่วยให้ความทุกข์น้อยลง และไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วย
13 ส.ค. 69 - ทำผิดเพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก : ความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้อง ถ้าเราไม่ระวัง มันง่ายมากที่จะปลุกโทสะและความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วเราก็จะถือเป็นข้ออ้างในการที่จะนินทาว่าร้าย ในการที่จะใช้วิธีการอย่างอื่น จนกระทั่งบางทีถึงขั้นใช้วิธีการรุนแรง ลงไม้ลงมือ ทำในนามความถูกต้อง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส เครื่องมือของโทสะและความเกลียดชัง
12 ส.ค. 69 - ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน : ถ้ารู้จักวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ยึดติดอยู่กับผลของการกระทำ แต่ว่าทำเต็มที่ อย่างที่เรียกว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส มันก็เป็นทั้งการทำกิจและทำจิต ทำประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งประโยชน์ตน ช่วยเหลือคนอื่น แต่จิตใจไม่ถูกแผดเผาด้วยความผิดหวัง ด้วยความโกรธ ที่เขาไม่เชื่อเรา หรือที่ผลไม่เป็นไปดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรฝึก ชาวพุทธเรา ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิต หรือถ้าเกิดจะทำจิตก็อย่าลืมการทำกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การมีจิตเมตตา การรู้จักปล่อยวาง ปล่อยวางนี่คือ ปล่อยวางในผลที่มุ่งหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวัง เพราะเวลามีความคาดหวังก็อยากให้เขาทำอย่างที่เราคิด เราคาด ซึ่งก็เป็นความยึดติดในตัวกูของกูอีกแบบหนึ่ง ทำดี แต่ใครไม่ชม ไม่เห็นความดีของเรา ก็เป็นเรื่องของเขา อันนี้คือการทำกิจและทำจิต ทำดีแต่ว่าไม่คาดหวัง ว่าคนเขาจะเห็นความดีของเรา หรือเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไปคาดหวังว่าต้องสำเร็จ ๆ อันนี้เรียกว่ายึดมั่นในความคิด ซึ่งก็เป็นความยึดในตัวกูของกูแบบหนึ่ง เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เป็นตัวกูของกู ที่คนมักจะไม่ค่อยตระหนักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติ โดยเฉพาะการมาเจริญสติ เป็นการฝึก ฝึกทำกิจแล้วก็ทำจิต ระหว่างที่เดิน นี่คือทำกิจ ส่วนจิตนี่ก็มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกพื้นฐาน เดินจงกรม สร้างจังหวะ เป็นการทำกิจ ใช้กายให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน จิตก็อยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเคลื่อนไหว แล้วต่อไปก็เห็นใจคิดนึก มันเป็นการฝึกขั้นต้น ในการประสานการทำกิจและทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วต่อไป พอจะไปใช้กับชีวิตประจำวัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำจิตแต่ไม่ทำกิจ หรือไม่เช่นนั้นก็ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคู่
9 ส.ค. 69 - อย่าทุกข์ฟรี ๆ : ถ้าเราใคร่ครวญดี ๆ ก็จะพบว่า สิ่งที่นอกเหนือความคาดหวังเรานั่นแหละที่เป็นของดี เช่น มีฉันทะ ปลูกฉันทะมากขึ้น มีความเพียรมากขึ้น หรือว่ามีสติเห็นความคิดความฟุ้งมากขึ้น จนเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความคิดไม่ใช่ของเรา อารมณ์ก็ไม่ใช่เรา อารมณ์ก็ไม่ใช่ของเรา อันนี้เรียกว่าถอนความยึดติดถือมั่นในตัวกู หรือว่าถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวกูออกไปเรื่อย ๆ ก็คือเข้าใจเรื่องอนัตตานั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าฟุ้ง อย่าฟุ้งฟรี ๆ ถ้ามองให้ดี ๆ มันให้อะไรกับเราเยอะเลย
8 ส.ค. 69 - หมั่นมองใน มองนอก : การที่เราเวลาทำอะไร ถ้าเราจะมีสติรู้ตัว ไม่ใช่แค่รู้กายว่ากำลังทำอะไร แต่ก็รู้สังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นด้วย ก็ทำให้เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อมมากขึ้น แล้วการที่เราจะใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม ก็เป็นไปได้ ที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องนี้เท่านั้น บางทีนิสัยใจคอของเรา บางทีเราก็ไม่รู้ เพราะเราคุ้นชิน อาจจะพูดเสียงดัง อาจจะชอบพูดชอบคุย แต่เราไม่รู้ว่านิสัยนี้สร้างความรำคาญให้คนอื่น ดังนั้น การมีกัลยาณมิตรช่วย คือเป็นกระจกสะท้อนให้เรารู้ว่า บางอย่างเราทำอะไรเกินเลยไป ไม่เกินเลยสำหรับเรา แต่ว่าสำหรับคนอื่นอาจจะเกินเลยไป หรือไม่ถูกต้อง เราก็รู้ กัลยาณมิตรมีความสำคัญกับเราตรงนี้ พฤติกรรมบางอย่างของเรา เราอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองด้วยซ้ำ แต่ว่ากัลยาณมิตรก็จะเตือนได้ เช่น การกินอาหาร บางคนกินจนชิน โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไป ถ้ากินมากเกินไปแล้วจะเป็นโทษ แต่ว่าเพื่อนก็จะช่วยได้ ช่วยเตือนช่วยบอกว่าให้เพลา ๆ หน่อย หรือให้รู้จักประมาณในการบริโภค อย่างที่พูดเมื่อเช้า อันนี้ก็เรียกว่าอาศัย 1 การสังเกตคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือ 2 อาศัยการสะท้อนของคนที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งถ้าเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะได้รู้จักตัวเองอย่างที่เป็นจริง แล้วก็สามารถปรับตัวให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเอง และไม่ก่อโทษกับคนอื่นด้วย
7 ส.ค. 69 - อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่ : ดังนั้น จะว่าไป สื่อนี้ก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือว่ากราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำ แล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่ออยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วการที่สื่อลงข่าวพวกนี้ ก็ทำให้เป็นการกระตุ้น หรือหนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงมีคนเสนอว่า เวลาเกิดข่าวแบบนี้ สื่อไม่ควรจะเปิดเผยชื่อของคนที่กระทำการ ทำก็ทำไป แต่ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ คนที่อยากดังก็เลยไม่มีโอกาสที่จะดังได้ หรือว่าไม่ต้องลงละเอียด หรือว่างดการแชร์ งดการเผยแพร่เรื่องราวแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดี๋ยวนี้เราแชร์กันมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าเราก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรืออาจจะแชร์ด้วยความเป็นห่วง แต่บางทีเราไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำ แม้จะปรารถนาดี แต่ว่ามันอาจจะเกิดผลเสียก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พึงสังวรเอาไว้
6 ส.ค. 69 - เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ : นอกจากการทำอะไรอย่างมีสติแล้ว การเจอะเจออะไรที่ไม่เป็นดั่งใจ ก็เป็นแบบฝึกหัดได้ เป็นเครื่องทดสอบ ถ้าเราสอบตกก็ไม่เป็นไร ก็พยายามสอบใหม่ให้ดีขึ้น เวลาโกรธแล้วเผลอด่าคนไปแล้ว ก็พยายามทำให้มันดีขึ้น โกรธแต่ไม่ด่า หรือตอนหลังก็โกรธปุ๊บก็มีสติปั๊บ โกรธปุ๊บก็กลับมาตามลมหายใจ อันนี้จะช่วยทำให้เรามีความพร้อมในการรับมือกับสิ่งไม่คาดฝันได้ ที่อาจจะหนักหนาสาหัส เช่น ไฟไหม้ เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ เครื่องบินตก สารพัด เรื่องสติสำคัญมาก เพราะว่าตัวอย่างของอลิซาเบธ แม้เตี๊ยมกันไว้แล้ว แต่ว่าก็พังไม่เป็นท่า เพราะว่าความตื่นตกใจ ถ้าไม่เตี๊ยมกันค่อยว่าไปอย่าง นี่เตี๊ยมกันแล้วก็ยังลืม ยิ่งถ้าเราเจอกับสิ่งที่มันไม่มีวันที่จะแก้ตัวได้ เช่น เจอความตาย หลายคนก็เตรียมตัวไว้แล้วว่าถ้าความตายเข้ามาจะทำอย่างไร แต่พอถึงเวลาความตายประชิดตัว ลืมหมด ตกใจ แต่ถ้าเกิดว่าเราฝึกเอาไว้อยู่เรื่อยๆ จากของจริง ถึงเวลาเราก็จะรับมือกับมันได้ดีขึ้น ถึงว่าเวลาเจอคนที่รักใกล้ชิดเกิดตายขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็จะตั้งหลักตั้งตัวได้ไว ไม่ฟูมฟายโวยวายตีโพยตีพาย พวกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะมาในรูปไหน สติตัวเดียวจะช่วยเรารับมือกับมันได้
Ranking source
Apple Podcasts rankings via the Mato Topic Intelligence Platform.
Observed November 4, 2026.
Apple and Apple Podcasts are trademarks of Apple Inc., registered in the U.S. and other countries.
Pairs with
Bring this source into Mato to read its transferable patterns, then turn them into an original show for your own audience.